
ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. มนตรี ชูวงษ์ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ---------------------------------------------------------------------------------------- ก่อนที่จะเข้าสู่คำถามร้อนๆ ที่ค้างคาใจกับหลายๆ ท่าน แต่ไม่ทราบจะไปสอบถามใครที่สามารถเชื่อถือได้ วันนี้ทีมงานวิชาการดอทคอมได้ไปสัมภาษณ์นักวิชาการรุ่นใหม่ ที่รับประกันได้ถึงความเก่งกาจจากรางวัลที่ได้รับมากมาย มารู้จักกับ รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี ชูวงษ์ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กันค่ะ อาจารย์เรียนจบระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโทที่ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบระดับปริญญาเอกทางด้านธรณีวิทยา จากมหาวิทยาลัย Isukuba ประเทศญี่ปุ่นค่ะ เคยได้รับรางวัลผลการเรียนสูงสุดระดับปริญญาโท จากมูลนิธิแถบ นีละนิธิ เหรียญทองรางวัลงานวิจัยระดับปริญญาเอกจาก Japan Society for the Promotion of Sciences ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (JSPS - NRCT) และเพิ่งจะได้รับรางวัล นักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น สกว. - สกอ. ประจำปี 2552 ด้วยค่ะ (ติดตามประวัติโดยละเอียดด้านล่างของบทความค่ะ) อาจารย์ได้รับทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ของ สกว. – สกอ. ปัจจุบันผมรับทุนพัฒนาศักยภาพอาจารย์รุ่นใหม่ของ สกว-สกอ ซึ่งเป็นทุนทำวิจัยต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ พฤษภาคม 2551- พฤษภาคม 2553 ในหัวข้อโครงการเรื่อง การติดตามการฟื้นฟูสภาพหาดทรายหลังเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 และการสำรวจร่องรอยสึนามิในอดีตตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นงานต่อยอดจากทุนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เคยได้รับจาก สกว-สกอ ตั้งแต่ปี 2548 ที่ผมได้ทำวิจัยเกี่ยวกับอัตราการกัดเซาะชายฝั่งจากชายฝั่งทะเลไทย ผมประเมินว่า หัวข้อโครงการวิจัยที่ผมเสนอไปจัดเป็นโจทย์วิจัยทางกายภาพที่สังคมต้องการคำตอบ โดยเฉพาะงานวิจัยที่ทำมีผลกระทบต่อสังคมสูง (high social impact) ประเด็นสำคัญคือ ผลงานวิจัยสามารถนำไปเผยแพร่ในรูปบทความวิชาการในวารสารวิชาการระดับนานาชาติได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาง สกว-สกอ เจ้าของทุนต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่เนื่องจากตอนรับทุน ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักวิจัยและอาจารย์รุ่นใหม่ ซึ่งคงคล้ายๆ กับอีกหลายๆ ท่านที่ได้รับทุนดังกล่าว คือ เป็นช่วงเวลาที่ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ชัดเจน หลายคนยังไม่สามารถผลิตผลงานในรูปบทความวิชาการได้ แต่ด้วยความโชคดีเหมือนกันที่ผมสามารถปิดโครงการได้ (โครงการวิจัยที่ได้รับเมื่อปี 2548) จึงได้รับทุนพัฒนาศักยภาพอาจารย์รุ่นใหม่ต่อ และกำลังจะได้รับทุนเมธีวิจัย ประจำปี 2553 (สกว เพิ่งประกาศผลไม่นานนี้เอง) ซึ่งทำให้สามารถทำวิจัยต่อเนื่องในประเด็นพิบัติภัยชายฝั่ง คือ สึนามิ และคลื่นพายุซัดชายฝั่ง (storm surge) ได้อีก 3 ปี เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น สกว. - สกอ. ประจำปี 2552 (สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ) TRF-CHE Scopus Young Researcher Award 2009 (Physical Sciences) ด้วยว่าปี 2552 ที่ผ่านมา ทาง สกว-สกอ ได้ร่วมกับสำนักพิมพ์ Elsevier ซึ่งเป็นเจ้าของฐานข้อมูลบทความและวารสารวิชาการนานาชาติ ที่เรียกว่า Scopus ในการเข้ามาเป็นกรรมการกลั่นกรองผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยผู้ที่ได้รับทุนจาก สกว-สกอ โดยเกณฑ์การตัดสินหลักๆ ก็คงเป็น จำนวนผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในรูปบทความวิชาการในระดับนานาชาติที่เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของ Scopus จำนวนการอ้างอิงผลงานของเราหลังจากได้เผยแพร่แล้ว และคุณภาพบทความที่มีผลกระทบต่อสังคมสูง โดยทาง สกว-สกอ-Scopus ได้แบ่งสาขาวิชาออกเป็น 6 สาขา ซึ่งวิทยาศาสตร์กายภาพ ก็เป็นหนึ่งในนั้น สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น ที่เข้าข่ายจะได้รับรางวัล ทาง สกว-สกอ ได้ทำหนังสือเชิญสมัคร เข้าใจว่า ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพมีผู้เข้าข่าย 8 ท่าน หลังจากนั้นทาง สกว-สกอ-Scopus ก็คงใช้เกณฑ์ที่บอกไปข้างต้นในการพิจารณาตัดสิน ตอนแรกผมก็ไม่ได้หวังอะไร พอทาง สกว ส่งจดหมายว่าให้เราสมัคร เราก็ลองสมัครไป กรอกข้อมูลเข้าไปในเวปไซต์ของ Scopus พอหลังจากสมัครไปประมาณ สามเดือน ทาง สกว ก็มีจดหมายมาบอกว่า เราได้รับรางวัล ตอนแรกก็ยัง งงๆ อยู่ว่าเราได้เหรอ เพราะอย่างที่บอก นักวิจัยทั่วประเทศมีมากมาย และในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ (ซึ่งรวมสาขาเคมี ฟิสิกส์) ที่มีนักวิชาการมากมาย เรายิ่งไม่ค่อยหวังเลย ก็คงด้วยว่า เราได้เผยแพร่ไป 4 บทความ ที่เป็นผู้เขียนหลัก และอีก 2 บทความเป็นผู้เขียนร่วม และมีการอ้างอิงงานของเราแล้วในระดับสากล ซึ่งผลรวมของค่า Journal Impact Factor ของบทความทั้งหมด ก็ได้ 40 กว่า บทความที่ผมเผยแพร่ไปในวารสารทางธรณีวิทยา ก็จัดว่าเป็นวารสารที่มี ค่า Impact factor ระดับต้นๆ (ทางธรณีฯ วารสารต่างๆ มีค่า Impact factor ไม่มากครับ ได้ลงในวารสารที่มีค่า Impact factor สัก 2-3 ก็จัดว่าดีแล้วครับ) อีกเหตุผลหนึ่งก็คงเป็นว่าหนึ่งในบทความที่ผมเป็นนักวิจัยและผู้เขียนร่วมได้ลงเผยแพร่ในวารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารที่คนอ่านเยอะ มีค่า Impact Factor สูงมาก ก็เลยได้รับรางวัล ภาระหน้าที่/ผลงานในปัจจุบันและอนาคต หน้าที่หลักก็คงเป็นงานสอนนิสิตในภาควิชาธรณีวิทยา สอนหลายวิชาอยู่ครับ สอนทั้งแบบบรรยายและแบบวิจัยทุกระดับตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท ไปถึงปริญญาเอก และก็ต้องทำวิจัยควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่องด้วย ทำไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง เพราะงานทางธรณีวิทยาต้องใช้ข้อมูลสนามเป็นหลัก ผมเน้นเลยว่า กว่าจะได้ผลงานออกมาแต่ละชิ้น (หมายถึง บทความ) เหนื่อยมาก ต้องออกสำรวจภาคสนามหลายครั้ง แต่ก็ดีครับ เพราะ ออกภาคสนามแต่ละครั้งจะมีนิสิตในความดูแลของผม ติดตามไปด้วยเป็นกลุ่มใหญ่เลย ทุกคนได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์การทำงานภาคสนาม การเก็บข้อมูลที่เป็นระบบอย่างละเอียด ได้คิดและลองผิดลองถูกกันไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ทำงานชายทะเล ร้อนมาก แต่พอเห็นทะเลสวยๆ ก็หายเหนื่อยกันครับ พวกเราไปมาเกือบทุกชายหาด ผมคุยได้เลยว่า ชายหาดอันดามัน ของจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ รวมถึงชายหาดฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่นครศรีธรรมราชขึ้นมา เราไปเจาะสำรวจกันเกือบหมดแล้ว มีข้อมูลเยอะมาก ตอนนี้ก็ทยอยผลิตเป็นบทความออกมา นอกจากผลงานในรูปบทความวิชาการแล้ว (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานการสำรวจระดับลึกและเป็นภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่างในการนำผลงานเผยแพร่ให้แก่สังคมด้วย สิ่งที่ทำได้คือ เขียนบทความเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆ อ่านแล้วสนุก หรือไม่ก็ทำเป็นหนังสือ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังเขียนอยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ สึนามิในประเทศไทย ใกล้เสร็จแล้วครับ ส่วนบทความภาษาไทยก็เคยเขียนลงนิตยสาร สารคดี ไปบ้างแล้ว เข้าใจว่า ทางวิชาการดอทคอม ก็ได้นำบทความ เรื่อง ตามรอยสึนามิโบราณ มาลงไว้เหมือนกัน ก็อยากจะเขียนเรื่อยๆ ครับถ้ามีเวลา (ข่าวดี คือ อาจารย์บอกว่า ถ้ามีเวลาจะเขียนบทความมาลงในวิชาการดอทคอมให้ด้วยนะคะ) จากนี้ไปจะเป็นบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับคำถามร้อนๆ เกี่ยวกับกระแสข่าวต่างๆ สืบเนื่องจากกระแสข่าวที่ว่าโลกจะแตกใน 2012 จะมีโอกาสเป็นจริงหรือไม่ ประเด็นนี้ กำลังเป็นที่กล่าวขานในสังคมทั่วโลก คนส่วนใหญ่วิตกกังวลว่า จะเกิดขึ้นจริง แต่สำหรับผม ตอบได้ชัดเจนและเต็มปากเลยว่า ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยครับ ถามต่อไปว่า ทำไมผมคิดสวนกระแส คำตอบก็ง่ายๆ ครับว่า ไม่มีข้อมูลวิชาการเลยครับที่จะบ่งชี้ว่า โลกจะแตกในปี 2012 แต่ถ้าถามผมว่า จะเกิดพิบัติภัยอะไรบ้างในอนาคต อันนี้มีข้อมูลวิชาการชัดเจนหลายสาขาที่บอกว่า โลกของเรากำลังปรับสมดุล ทั้งในเรื่องพลังงานในโลก บนพื้นผิว และสภาพบรรยากาศ ซึ่งการปรับตัวนี้แน่นอน สามารถส่งผลกระทบในหลายรูปแบบ เช่น หากพลังงานในโลกของเรามากเกินไป ก็ปล่อยออกมาในรูปของแผ่นดินไหวบ้าง การระเบิดของภูเขาไฟบ้าง หากอุณหภูมิสูงขึ้นอันเนื่องจากมีการกระตุ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ก็อาจจะส่งผลต่อการผันแปรของสภาพภูมิอากาศบ้าง ผมไม่ได้บอกว่า โลกจะร้อนนะ ผมไม่ชอบคำนี้เท่าไหร่ ผมประเมินว่า โลกร้อน เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความผันแปรสภาพภูมิอากาศโลก หลายๆ แห่งบนโลกปีนี้ หิมะตก หรืออุณหภูมิต่ำกว่าที่ควรเป็น อีกสักพักพวกเราก็ปรับตัวได้ และโลกก็จะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมีการเปลี่ยนแปลงปกติ ผมเชื่อตลอดเวลาว่า ไม่มีใครไปหยุดกระบวนการปรับตัวของโลกได้ เรากระตุ้นได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่หากไม่หยุดกระตุ้นนี่สิ ปัญหามันก็จะไม่หยุด (ซึ่งผมก็คิดว่า กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ สารพิษต่างๆ ที่เราปล่อยไปสู่ธรรมชาติ เราหยุดไม่ได้แน่นอน ก็คงต้องปรับตัวตามสภาพและยอมรับว่า โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไป) ผมคิดว่า คนอ่านวิชาการดอทคอม ส่วนใหญ่ก็สนใจเรื่องราววิทยาศาสตร์และสามารถประเมินวิเคราะห์ได้ว่าอะไรมีเหตุผลน่าเชื่อถือ สำหรับเรื่องโลกจะแตก เดาว่าหลายคนคงคิดอย่างผมว่า ควรจะแยกให้ออกว่า เหตุและผลคืออะไร คนทำหนังก็อยากทำให้มันตื่นเต้น เร้าใจ ทำออกมาให้มันดูยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องก่อนๆ ทำหนังเรื่องพิบัติภัยนี่แหละ คนดูสนใจเยอะ ยิ่งเอามาผูกโยงกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยแล้ว ยิ่งดีเลย ขายได้แน่นอน สภาวะโลกร้อนที่ว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกจะละลายนั้น ในอนาคต น้ำจะท่วมโลกหรือไม่ และจะส่งผลให้กรุงเทพฯ และสมุทรปราการน้ำจะท่วม แผ่นดินจะหายไปหรือไม่ ที่ว่าจะหายจากแผนที่โลก เรื่องนี้ต้องอธิบายกันยาวมากครับ เอาเป็นว่า ผมขออธิบายในระดับผลกระทบทั่วโลกก่อนนะ สำหรับเรื่อง สภาวะโลกร้อน ปัจจุบันทุกคนยอมรับว่า อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุจากธรรมชาตินะ ต้องยอมรับว่า สาเหตุเกิดจากการกระตุ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สะสมมานาน แต่เดิมเมื่อสิบกว่าปีก่อนเราเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก (greenhouse effect) ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases) กันอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งนี้เองที่ส่งผลอย่างชัดเจนในปัจจุบันที่ทุกคนเหมาว่า โลกร้อน ซึ่งมันก็ร้อนขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อาจจะเกิดภาวะที่ดูเหมือนว่าจะเป็นโดมความร้อนปกคลุมอยู่ (ขออนุญาตยืมคำของ ดร. อานนท์ สนิทวงค์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง) ตัวอย่างในกรุงเทพฯ นี่แหละชัดเจนที่สุด แน่นอนว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นแน่ๆ แต่ถามว่า สูงขึ้นเท่าไหร่ ในอีกกี่ปี ก็มีคนทำนายไว้ เชื่อได้บ้าง เชื่อไม่ได้บ้าง บางคนก็ทำนายไว้โดยสมมติกรณีที่ร้ายแรงที่สุด (worse case scenario) ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจจะสูงขึ้นถึง 2 องศา ในรอบสิบปีที่จะถึงนี้ ซึ่งหากเกิดจริง การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน แต่ใช่ว่า จะละลายหมดในพริบตาเลยนะ มันจะค่อยๆ ละลาย แตกตัวออกจากแผ่นน้ำแข็งก่อน ที่หลุดออกมาก็จะลอยออกสู่มหาสมุทร (ซึ่งก็กำลังเกิดในปัจจุบัน) ผลกระทบต่อมาก็คือ มวลน้ำแข็งละลายก็จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น (Eustatic sea level rise) เท่าที่ตามดูผลงานการวิจัยของนักวิจัยที่ทำงานด้านนี้จริงๆ ก็สรุปเป็นทำนองเดียวกันว่า ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก (Global sea level) อาจจะสูงขึ้น 10 เซนติเมตรในอีกร้อยปีข้างหน้า (หากอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง) บางคนบอกว่าจะสูงขึ้น 1-2 เมตร (ข้อมูลนี้ผิดแน่นอนครับ) ก็เพราะไปรับหรือแปลข้อมูลผิดๆ กันนี่แหละ ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนออกมาประโคมข่าวว่า น้ำทะเลจะท่วมกรุงเทพ พื้นที่บางส่วนของประเทศไทยจะจมน้ำ ซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจเลย ไม่ใช่เพราะว่ามันจะเกิดขึ้นจริงนะ ผมไม่สบายใจเพราะว่า สื่อและสังคม ไปหลงเชื่อกระแสพวกนี้ ผมมีข้อมูลวิชาการที่มีผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เคยทำไว้ คือ ศาสตราจารย์ ดร. สุภัทร วงค์วิเศษสมใจ ท่านเคยเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) อ้างชื่อท่านได้เลย เพราะท่านเป็นผู้บุกเบิกทำวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลมานาน และสมควรที่จะต้องให้เครดิตท่านด้วย (หลายคนเอางานท่านไปใช้โดยไม่ให้เครดิต) ท่านอาจารย์เคยให้ลูกศิษย์ทำวิจัยว่า ระดับน้ำทะเลในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ย้อนกลับไป 50-60 ปี ผลปรากฏว่า ระดับน้ำทะเลปานกลางของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเลย อาจจะพูดได้ว่า คงที่ตลอดเวลา แล้วอย่างนี้จะบอกน้ำทะเลจะท่วมชายฝั่งทะเลไทยจากสาเหตุน้ำทะเลขึ้นสูงได้หรือ ผมคิดว่า คงต้องดูปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยและวิเคราะห์อย่างรอบคอบว่า ตกลงน้ำทะเลจะท่วมเข้าไปในแผ่นดินด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ จะกล่าวถึงต่อไปครับ
อ้างอิง : http://www.vcharkarn.com/varticle/40280
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น