ทุกวันนี้บรรดาคนรักสุขภาพทั้งหลายต่างใส่ใจและสนใจศาสตร์การแพทย์ทางเลือกมากขึ้น การอบสมุนไพรก็เป็นอย่างหนึ่งที่อยู่ในความนิยม ปัจจุบันซาวน่า สปา โรงแรม โรงพยาบาล แม้กระทั่งสถานบริการการออกกำลังกายหลายแห่งก็เปิดบริการอบสมุนไพรเพื่อตอบโจทย์ความนิยมในส่วนนี้ ทว่าการอบสมุนไพรที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรคำนึงเพราะเป็นเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยโดยตรง
นพ.สญชัย วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า ปัจจุบันการอบสมุนไพรเป็นที่นิยมสำหรับคนที่สนใจการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย มักใช้กับบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและสตรีหลังคลอด ซึ่งจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อคลายตัวได้ดี ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น และการอบสมุนไพรที่ร้อนและทำให้เหงื่อออกนั้น ก็เป็นการขับสารพิษออกมาทางเหงื่อด้วย
"ส่วนใหญ่สมุนไพรที่ใช้ในการอบจะมี 4 กลุ่ม คือสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ,สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวเป็นกรดอ่อนๆ เพื่อชำระสิ่งสกปรกที่ผิวหนัง,สมุนไพรที่เป็นสารประกอบระเหิดได้ เมื่อผ่านความร้อน มีกลิ่นหอม บำรุงหัวใจ และสมุนไพรที่ใช้รักษาเฉพาะโรคและอาการ เช่น สมุนไพรแก้ปวดเมื่อยและบำรุงเส้นเอ็น"
นพ.สญชัย อธิบายต่อว่า จุดสำคัญที่สุดของการอบสมุนไพรคือต้องเป็นไปอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยและได้ผลด้านการบำบัดรักษาอาการต่างๆการอบแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาประมาณครั้งละ 30 นาที โดยทุก 15 นาทีต้องออกมาพัก 1 ครั้ง (3-5 นาที) หรือกรณีการอบครั้งแรกร่างกายยังไม่เคยชิน อาจจะเปลี่ยนเป็นรอบละ 10 นาที รวม 3 ครั้ง และต้องดื่มน้ำทดแทนส่วนที่สูญเสียระหว่างการอบให้เพียงพอ นอกจากนี้ระบบการถ่ายเทอากาศต้องสะดวก ความร้อนอยู่ในอุณหภูมิ ที่พอเหมาะคือ 42 – 45 องศาเซลเซียส
กูรูด้านแพทย์แผนไทยรายนี้ให้ข้อมูลของห้องอบสมุนไพรที่ได้มาตรฐานว่า ขนาดห้อง ควรมีขนาดกว้าง 1.9 เมตร ยาว 1.9 เมตร สูง 2.3 เมตร เพื่อไม่ให้คับแคบเกินไปสามารถให้บริการได้ครั้งละ 3 – 4 คน พื้นและฝาผนัง ควรเป็นพื้นปูนขัดหน้าเรียบ ช่วยให้ง่ายต่อการทำความสะอาด หรืออาจบุด้วยกระเบื้องเคลือบ ช่วยให้สวยงามและทำความสะอาดได้ง่ายเช่นกัน ประตูห้อง ควรเป็นแบบเปิดออก ปิดมิดชิดแต่ไม่มีการล็อคกลอนจากด้านในอาจเจาะเป็นช่องกระจกที่สามารถมองจากภายนอกเห็นภายในห้องได้ ต้องมีเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิ ภายในห้องอบอุณหภูมิ 42 – 45 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถตรวจสอบอุณหภูมิได้ที่ภายนอกห้อง มีนาฬิกาจับเวลาซึ่งสามารถตั้งเวลาได้ มี เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดันโลหิตและปรอทวัดไข้
นพ.สญชัยเน้นว่าในบางกรณีข้อจำกัดทางสุขภาพก็ทำให้ไม่สามารถอบสมุนไพรได้ อาทิ มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด สตรีขณะมีประจำเดือนร่วมกับมีอาการไข้ และปวดศีรษะร่วมด้วย มีการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ อ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ ปวดศีรษะชนิดเวียนศีรษะ คลื่นไส้
"ส่วนผู้ที่มีมีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคไต โรคหัวใจ โรคลมชัก โรคหอบหืด ระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง ในรายที่มีความดันโลหิตสูงไม่เกิน 180 /110มิลลิเมตรปรอท อาจให้อบได้ตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด"
อ้างอิง : http://www.thaihealth.or.th/node/14246

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น